วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ร้อยสี พันลาย ผ้าไหม แห่งสุรินทร์

 

ลายผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์

ประวัติความเป็นมา

                             จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่าสนใจยิ่งหากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้วจะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่าจังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหมตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่างๆซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหมการผลิตเส้นไหมน้อยและกรรมวิธีการทอจังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย(ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก)มาใช้ในการทอผ้าไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็กเรียบนิ่มเวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบายนอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนและเป็นกรรมวิธีที่ยากซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัวซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่ามีการทอที่เดียวใบประเทศไทยจนเป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงรับสั่งว่าใส่แล้วเย็นสบายอีกทั้งยังใช้ฝีมือในการทออีกด้วย

                             ภาพของลายผ้าไหมที่มีความสวยงามความประณีตความละเอียดอ่อนและความใสใจของผู้ที่ทอผ้าไหมเพื่อที่จะให้ลายของผ้าแต่ละลายออกมามีความสวยงามน่าประทับใจและยังเป็นที่น่าภาคภูมิใจมากสำหรับชาวสุรินทร์ของเราที่สามารถมีลวดลายผ้าไหมที่ออกมาสวยงามได้มากขนาดนี้ตัวอย่างของลายผ้าไหมที่มีความสวยงามละเอียดอ่อนและมีประวัติที่ยาวนาน

 


ลักษณะเด่นของผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์

1.มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชาและลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล

2.นิยมใช้ไหมน้อยในการทอซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายในรังไหมมีลักษณะนุ่มเรียบเงางาม

3.นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอทำให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ คือ สีจะออกโทนสีขรึม เช่นน้ำตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้

4.ฝีมือการทอจะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แสดงถึงศิลปะที่สวยงามกว่าปกติ

5.แต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำเพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในงานทำบุญและงานพิธีต่างๆ

                             การทอจะทำหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักมิได้มีการทอเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใดจนมีคำกล่าวทั่วไปว่า “พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก

                             แหล่งผลิตผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์ จึงมีเกือบทุกหมู่บ้านผู้สนใจสามารถไปชมกรรมวิธีการเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมจากแหล่งต่างๆ ได้มากมายหลายแห่งลายผ้าไหมของชาวสุรินทร์มีผู้จัดประเภทตามลักษณะการทอได้ 6 ประเภท คือ

ผ้าไหมมัดหมี่

1.มัดหมี่โฮล หรือ จองโฮล(จองเป็นภาษาเขมร หมายถึง ผูกหรือมัด) หรือ ซัมป็วตโฮลเป็นหนึ่งในผ้าไหมมัดหมี่ของเมืองสุรินทร์มัดหมี่แม่ลายโฮลถือเป็นแม่ลายหลักของผ้ามัดหมี่สุรินทร์ที่มีกรรมวิธีการมัดย้อมด้วยวิธีเฉพาะไม่เหมือนที่ใดๆความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบจองโฮลคือในการมัดย้อมแบบเดียวนี้ สามารถทอได้ 2 ลาย คือ โฮลผู้หญิง (โฮลแสร็ย) หรือผ้าโฮลธรรมดา และสามารถทอเป็นผ้าโฮลผู้ชาย (โฮลเปราะฮ์) ไว้นุ่งในงานพิธีต่างๆ

ผ้าโฮล  ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทผ้าไหม ในงาน “มหกรรมผ้าไทยเทิดไท้องค์ราชินีเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2545 ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์สาขาบางกะปิกรุงเทพฯซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย

ผ้าโฮล เป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น นิยมใช้เส้นไหมน้อยในการทอ มีการมัดย้อมเส้นพุ่งด้วยวิธีการเฉพาะเรียกว่า จนองโฮล โดยการมัดหมี่ผ้าโฮลนิยมมัดหมี่ 21 ลำซึ่งการมัดหมี่เพียงหนึ่งลาย สามารถทอได้ถึง 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ (ลายโฮลผู้ชาย)ผ้าโฮลสะไรย์ (ลายโฮลธรรมดา หรือโฮลผู้หญิง) ผ้าโฮลเกียรติ และผ้าโฮลปะนะในการค้นลำมัดหมี่ มัดหมี่โฮลแต่ละลำจะเป็นอิสระต่อกันการทอจะใช้เทคนิคการทอพิเศษโดยการทอผ้าให้ลายเฉียงขึ้นเรียกว่า “ปะน๊ะ” การมัดย้อมจะนิยมใช้สีธรรมชาติและมัดย้อมหลายครั้งละเอียดทุกขั้นตอน การย้อมสีผ้าโฮล คือจะต้องให้ครูทอผ้ามาสอนวิธีการย้อมเสียก่อนเพราะถือกันว่าเป็นผ้าครูที่จะต้องผ่านกระบวนการครอบบครูเสียก่อนผ้าโฮลมี 5 สี ได้แก่ สีดำแดง,เหลือง,น้ำเงิน และเขียว สีเหล่านี้ได้จากการย้อมด้วยสีธรรมชาติ เนื้อผ้ามักมี 2 สี ด้านหน้าเป็นสีอ่อน อีกด้านหนึ่งเป็นสีเข้มกว่า















 

ผ่านมา ต้องแวะ ร้านกาแฟ กลางทุ่ง ริมทาง หลวง 24 ที่สังขะ จังหวัดสุรินทร์

ร้านกาแฟ นา.ตาทวด บรรยากาศลอฟริมทางหลวงกลางทุ้งนา  ชิลล์จริงๆ 

อีกหนึ่ง สถานที่ ที่ต้องลองไปสัมผัส ถ้าหากเดินทางผ่านไปทาง ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) แถวๆแยก อำเภอสังขะ 

ตั้งอยู่เลขที่ 18 ตำบล บ้านชบ อำเภอ สังขะ สุรินทร์ 32150



https://www.facebook.com/Na.tatuad/  🗺 พิกัดร้าน @ นา.ตาทวด

https://goo.gl/maps/dPYJEoyWviAjmQ9b8

📍 ร้านอยู่ตรงไหน? : ถนนทางหลวงหมายเลข 24 บ้านพูนทราย อ.สังขะ ก่อนถึงปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ 

🕖 ร้านเปิดกี่โมง? : เปิดทุกวัน เวลา 08:00 - 18:00 น. ขณะนี้ทางร้านเรามีบริการเฉพาะกาแฟและเครื่องดื่ม
































อัครเดชา ฮัวคันทะ รายงาน


วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

“ทุเรียนเมืองช้าง” ผลผลิตใหม่ของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์

“ทุเรียนเมืองช้าง”


จังหวัดสุรินทร์ ได้มีโครงการ “สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์”  โดยมีกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ คือ ส่งเสริมการปลูกทุเรียนเมืองช้าง โดยจังหวัดสุรินทร์เริ่มมีเกษตรกรปลูกทุเรียนครั้งแรกในพื้นที่อำเภอบัวเชด มาเป็นเวลากว่า 20 ปี 


ปัจจุบันมีการปลูกทุเรียนในพื้นที่ 13 อำเภอ รวมพื้นที่ทั้งหมด 817 ไร่ หรือประมาณ 22,947 ต้น ส่วนใหญ่เป็นพัธุ์หมอนทอง และในปี 2564 มีทุเรียนที่ให้ผลผลิตจำนวน 499 ต้น ประมาณการผลผลิต จำนวน 5,435ลูก ซึ่งทุเรียนเมืองช้างของจังหวัดสุรินทร์ จะมีเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ “สีนวลดั่งงาช้าง รสสัมผัส หอมเย็น หวานละมุน”




ขเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง 



ลุงเพียว แซงสว่าง 

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง

“ได้ความรู้และประสบการณ์จากการเป็นลูกจ้างสวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ประมาณ 20 ปี จึงมีความชำนาญในการปลูก และดูแลทุเรียน และเมื่ออายุมากขึ้น ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน อยากสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว จึงได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา ลองผิดลองถูก และด้วยความตั้งใจ จึงมีทุเรียนเมืองบ้างในวันนี้”

พันธุ์ : หมอนทอง
ขนาด : น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม
พื้นที่ปลูก : อยู่บ้านเลขที่ 113 บ้านน้อยพุทธยางกูล หมู่ที่ 7 ตำบลตรวจ อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์
ลักษณะพิเศษ : “อร่อย กรอบนอกนุ่มในเปลือกบาง”


รติกาล ฉิมงาม

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง


“ สิ่งที่ลืมไม่ได้ในอาชีพการทำสวนคือ อย่าทำอย่างโดดเดี่ยว ต้องมีเป็นกลุ่ม ต้องมีส่วนร่วม มีความรู้อย่างไรต้องแบ่งปัน เพื่อแลกเปลี่ยน เราทำได้ แต่เขาอาจจะทำไม่ได้เพราะอะไร จะได้ช่วยกันแก้ปัญหา พี่ต้องศึกษาข้อมูลการปลูกทุเรียน โดยแลกเปลี่ยนความคิดจากคนในโลกออนไลน์ เพราะพี่เชื่อว่าการเรียนรู้จากการฝึกปฎิบัติ จะก่อให้เกิดความรู้ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์”


พันธุ์ : ก้านยาว
ขนาด : น้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม
พื้นที่ปลูก : บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 8 ตำบลจรัส อำเภอบัวเช็ด จังหวัดสุรินทร์
ลักษณะพิเศษ : “เปลือกบาง เมล็ดเล็ก เนื้อแน่น กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอม ละมุนลิ้น”



สงวน ศาลางาม 

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง

“การทำสวน ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ ความอดทน เพราะเราไม่สามารถบังคับให้พืชพรรณทั้งหลายเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ และสภาพภูมิประเทศ แต่ที่สำคัญคือ เราจะสามารถอดทนกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติและความล้มเหลวที่ควบคุมไม่ได้อีกกี่รอบ ถ้าเราอดทนได้ ผมเชื่อว่าเราก็ต้องทำได้”


พันธุ์ : หมอนทอง
ขนาด : น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม 
พิ้นที่ปลูก : บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 7 บ้านโนนทอง ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
ลักษณะพิเศษ : “อร่อย กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอมละมุนลิ้น”


เลือย รักสกุล

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง 

“ด้วยราคายางพาราในพื้นที่ตกต่ำ ทำให้รายได้ไม่เพียงพอที่จะดูแลครอบครัว ผมจึงได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง เพื่อปลูกพืชชนิดอื่น ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะปลูกทุเรียนได้ เนื่องจากไม่เคยมีความรู้ในเรื่องทุเรียนเลย แต่ ณ เวลานั้นจะปลูกได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว สำคัญที่ปากท้องคนในครอบครัว คือถ้าไม่ทำก็ต้องอดซึ่งผมยอมไม่ได้”

พันธุ์ : หมอนทอง
ขนาด : น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม
พื้นที่ปลูก : บ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ที่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
ลักษณะพิเศษ : “เนื้อแน่น กรอบนอก นุ่มใน กลิ่นหอม”


ฉลอม จุดาบุตร

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเมืองช้าง

“ ป้าเป็นคนที่ชอบกินทุเรียนมาก แต่ด้วยราคาทุเรียน มีราคาสูง จึงทำให้แต่ละปีได้กินทุเรียนไม่กี่เม็ด เลยคิดว่าถ้าเราสามารถปลูกสิ่งที่เราชอบ ก็จะทำให้เราได้กินในสิ่งที่เราชอบในปริมาณมากๆ ป้าจังเริ่มเพาะกล้าต้นทุเรียน และปลูกไว้ขอบสระหลังบ้าน ด้วยความที่เราชอบ เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่ทำ มีกำลังที่จะตื่นมารดน้ำ พรวนดิน โดยไม่มีข้อสงสัยหรือย้อขัดแย้งใดๆ นั่นคือสัญญาณที่กำลังบอกว่า งานที่ป้าทำอยู่มันใช่แล้วสำหรับป้า”


พันธุ์ : หมอนทอง 
ขนาด : น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม
พื้นที่ปลูก : บ้านโคกกลัน หมู่ที่ 7 ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
ลักษณะพิเศษ : “เนื้อแห้ง กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอมละมุน เหมือนงาช้าง”





ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานสุรินทร์ กล่าวว่า ทุเรียนเมืองช้าง มีรสชาติหวาน กรอบนอก นุ่มใน และมีสีเหลืองนวลดั่งงาช้าง  จึงขอเชิญชวนทุกท่านแวะมาชม มาชิมทุเรียนเมืองช้าง ผลผลิตใหม่ทางการเกษตรของจังหวัดสุรินทร์ 





ขอบคุณรูปภาพจาก : Facebook เพจ สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์

                                 : คุณอัครเดชา ฮวดคันทะ

รายงาน : อังคณา สอนสงคราม (นักศึกษาฝึกงาน)

เรียบเรียง : จุฑามาศ คิดกล้า (นักศึกษาฝึกงาน)



วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ผ้าไหม ร้อยสี พันลาย เมืองสุรินทร์

  



         ผ้า “ เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจาก อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ในสังคมเกษตรจะมีการทอผ้าเพื่อใช้สอยภายในครอบครัว โดยการถ่ายทอดวิธีการทอผ้าให้แก่สมาชิกที่เป็นเพศหญิง ซึ่งนับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 

         การทอผ้าของไทยมีมาแต่โบราณ จากอดีตถึงปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาการทอผ้าทั้งรูปแบบ เทคนิคการย้อมสี และการออกแบบลวดลาย ดังปรากฏในจดหมายเหตุและพงศาวดารครั้งสมัยสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการทอผ้าตามกลุ่มชนต่างๆของไทย เช่น ข่า กระโส้ กระเลิง ส่วย ฯลฯผ้าทอในประเทศไทยแสดงถึง ศิลปะภูมิปัญญาของชุมชน มีหลายจังหวัดในประเทศไทยที่มีผ้าไหมที่สวยงาม ทั่วทุกภาคแต่ในแต่ละภาคนั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปทั้งวิธีการทอ สีที่ใช้ย้อม และเส้นไหมที่ใช้ทอสุรินทร์ถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านผ้าไหม 




         สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน เชื่อกันว่าเมืองสุรินทร์ถูกสร้างขึ้นมากกว่า 2,000 ปี มาแล้ว ในสมัยที่พวกขอมมีอำนาจอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งไม่ปรากฎหลักฐานที่ชัดเจน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2306 จึงปรากฏหลักฐานว่าหลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที่ ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณที่เป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ และในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “เมืองประทายสมันต์” เป็น “เมืองสุรินทร์” วัฒนธรรมของชาวสุรินทร์ที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน และเป็นที่น่าภาคภูมิเป็นอย่างยิ่งคือ ผ้าไหม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่และมีชื่อเรียกตามภาษาพื้นที่ว่า ผ้าโฮล ผ้าโฮล เป็นผ้าไหมมัดหมี่ ผ้ามัดหมี่โฮลถือเป็นลายเอกลักษณ์ของลายผ้าไหมมัดหมี่จังหวัดสุรินทร์ “โฮล” เป็นคำในภาษาเขมรเป็นชื่อเรียก มาทอเป็นผืนผ้า


โดยลักษณะเด่นของผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์

-มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชาและลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล

-นิยมใช้ไหมน้อยในการทอซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายในรังไหมมีลักษณะนุ่มเรียบเงางาม

-นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอทำให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ คือ สีจะออกโทนสีขรึม เช่นน้ำตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้

-ฝีมือการทอจะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แสดงถึงศิลปะที่สวยงามกว่าปกติ

-แต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำเพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในงานทำบุญและงานพิธีต่างๆ

การทอจะทำหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักมิได้มีการทอเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใดจนมีคำกล่าวทั่วไปว่า พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก

แหล่งผลิตผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์จึงมีเกือบทุกหมู่บ้านผู้สนใจสามารถไปชมกรรมวิธีการเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมจากแหล่งต่างๆ ได้มากมายหลายแห่งลายผ้าไหมของชาวสุรินทร์

ผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์เกิดขึ้นจากการทอของชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ วันนี้พวกเราจะพาทุกคนไปรู้จักกับผ้าไหมสุรินทร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการทอที่ปราณีตและใช้เวลาอย่างยาวนาน จะมีลายอะไรบ้างนั้นไปชมกันได้เลย


1..ผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ 9 ไม้มงคล




2.ผ้าไหมลายพน็อต ก่มเซร็วเฮิอร พุมข้าวบิณฑ์



3.ผ้าไหมายหัวเข็มขัด



4.ผ้าไหมลายลูกแก้ว 6 ตะกอทอยกดอก ลายหมี (ชื่อขอกลับ)


5.
ผ้าไหมมัดหมี่ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ   ทอแบบเทคนิค 2 ตะกอ


6.ผ้าไหมโฮลย้อมสีธรรมชาติ



7.ผ้าลายเต่า ย้อมครั่ง



     ผ้าไหมทุกผืนมีเรื่องราว ประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน มีการสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าเเละความงดงามที่บรรพบุรุษของเราได้อนุรักษ์ไว้ เป็นสิ่งที่ลำ้ค่าไม่สามารถประเมินมูลค่าได้เเต่
เต็มไปด้วยความใส่ใจ ความตั้งใจ เเละความปราณีตที่จะถักทอผ้าหนึ่งผืนให้เราได้ชมเป็นบุญตา ดังนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษ์ผ้าไหมไทยซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดที่บรรพบุรุษของเราได้ให้ไว้ ให้คงอยู่ตลอดไป